[UX][HCI] 7 unbreakable laws of user interface design [translet ver.]

ก็เป็นอีกบทความที่ผมก็ไปเปิดเจอมาในอินเตอร์เน็ต เห็นดีเห็นงามก็เลยเอามาแปลให้ได้อ่านกันเพื่อให้คนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องได้อ่าน แต่ผมก็แนะนำว่าให้หัดอ่านภาษาอังกฤษไว้นะเป็นประโยชน์มาก บทความนี่กับเกี่ยวกับการออกแบบ User Experience (UX) ซึ่งเป็นหลักจำเป็นมากที่ต้องใช้ในการออกแบบหน้าจอผู้ใช้งาน หรือ User interface (UI)  ซึ่งในบทความที่ผมเอามาแปลเขาก็ได้เขียนเกี่ยวกับกฏของการทำหน้าจอไว้ดังนี้ครับ ปล.ผมก็แปลงูๆ ปลาไม่เก่งไรหรอกถ้าไงอาจจะเพี้ยนๆ บางกันอย่าว่ากันนะครับ

1. Law of clarity หรือกฏของความชัดเจน

ก็หมายถึงว่าผู้ใช้งานจะหลีกเลี่ยงการใช้งานสิ่งที่ไม่ชัดเจนหรือไม่มีความหมายสื่อถึงสิ่งที่เข้าต้องการ

เขาก็ได้ยกตัวอย่างของ Google มาให้คือว่าพักหลังๆ Google ได้ออกแบบปุ่มตัวนึงขึ้นมาแล้วยุบเอาพวกเมนูต่างๆ ที่เราเคยกดตามเมนูด้านบน (ให้นึกถึง Google รุ่นเก่าที่เมนูแปลภาษาหรืออื่นๆ ไว้ด้านบน) แต่ในหน้าจอนี่ดูจะเป็น Gmail  หลังจากเขาได้ทำการอัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ผลที่ได้คือผู้ใช้งานหาไม่เจอ! ที่ว่าหาไม่เจอก็คือ Calendar, Drive, Sheets หรือบริการอื่นๆ เพราะเข้ายุบมาอยู่ไอ้ปุ่มเล็กๆ เนี่ยไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงบอกว่าคนส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เข้าไม่เข้าใจ ดังนั้นเขาจึงบอกให้ออกแบบในสิ่งที่คนเข้าใจ ออกแบบให้เป็นธรรมชาติของคนเราครับ

2. Law of preferred action หรือกฏของความต้องการ

หมายถึงผ้ใช้งานจะรู้สึกดีเมื่อเข้าใจในสิ่งที่เข้าต้องการจะทำ

เขาก็ได้เอาหน้าจอ Twiiter มาแล้วก็มาวิเคราะห์ให้ฟัง เดียวผมจะอธิบายให้ฟังละกัน คือเมื่อเราเป็นผู้ใช้ครั่งแรกเนี่ย ลองนึกภาพคุณจะรู้ไหมว่าคุณจะทำไร ผมตอบได้แน่นอนว่ารู้ เพราะ “Compose new tweet” ทำให้เรารู้ว่าเราต้องเขียนไรบางอย่าง แต่ให้สังเกตปุ่มทวิชสีฟ้ามุนขวาบนนะครับ ซึ่งขัดกับกฏของที่ 1 มากแต่เราก็ชดเชยด้วย input box ที่ผมบอกไปเมื่อกี้แล้ว หรือถ้าจะใช้ฟังก์ชันอื่นละ แน่นอนเราก็ใช้ได้โดยไม่ งง แน่นอนเพราะเขาก็ได้เขียนไว้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น “ค้นหา” หรือเมนูอื่นๆ เข้าก็เขียนไว้ให้เราเข้าใจได้หมด ไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือไอคอนครับ

3. Law of context หรือกฏของบริบท

หมายถึงว่าผู้ใช้งานจะเขาจะคาดหวังว่าเข้าจะได้รับหรือเข้าถึงสิ่งที่เข้าต้องการจะทำ เช่น อันนี้ผมยกตัวอย่างตอนเรียนมานะ อาจจะคล้ายๆ คือถ้าเราจะกินน้ำอัดผม เราคาดหวังอะไรครับ? ใช้ครับคาดว่ามันต้องซ่า เวลากินเข้าไปนั้นเอง แต่ถ้าไม่ได้ละนั้นหมายถึงอารมณ์จะเปลี่ยนทันทีและมีผมต่อการกระทำครั่งต่ออีกด้วยครับ

เขาก็ได้อธิบายเปรียบเทียบระหว่าง Facebook กับ Linkin ว่าถ้าเราต้องการแก้ไขชื่อ Facebook ต้องทำดังนี้ Setting ->  Account settings -> name สุดท้ายคือกดที่แก้ไข ต่างจาก Linkin ที่เขาทำปุ่มไว้ข้างๆ ชื่อเลยพร้อมที่จะแก้ไขแค่เพียงกดไม่กี่ครั่ง 
ซึ่งเขาก็บอกผู้ใช้งานมักคาดหวังการควมคุบหรือการกระทำที่คล้ายๆ กับชีวิตจริงของเรา ซึ่งผมก็ได้ยกตัวอย่างไปข้างบนเรื่องของน้ำอัดลมหวังว่าคงเข้าใจนะครับ และเขาบอกว่าให้ถ้าอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ ยกตัวอย่างชื่อ ให้เอามันมาเรียงต่อกัน วางไว้ทางขวามือครับ

4. Law of defaults หรือกฏของค่าเริ่มต้น

ปกติแล้วผู้ใช้งานจะไม่เปลี่ยนแปลงค่าเริ่มต้นเท่าไร (เขาบอกมา ผมก็แปลมานะครับ 5 5 5 )

เขาก็อธิบายว่าเราก็คงคุ้นเคยกับเสียงเมื่อกี้นี้เป็นอย่างดี และเขาบอกว่ายังได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเลยด้วย เขาก็ให้เหุตผลสั่นๆ ว่าคนส่วนใหญ่มักไม่เปลี่ยนเสียงมือถือของเขาที่ได้มาตอนแรก เขาก็ยกตัวอย่างสั่นๆ มา 3 อันเช่น

  • คนส่วนใหญ่มักไม่เปลี่ยนเสียงมือถือที่ได้มาตอนแรก
  • คนส่วนใหญ่มักจะไม่ตั่งค่าทีวีที่ได้มาตอนแรก และจะใช้ค่าตามที่โรงงานตั่งมาให้
  • คนส่วนใหญ่มักไม่เปลี่ยนอุณหภูมิเริ่มต้นของตู้เย็น

เขาบอกว่าเรามักไม่ได้สังเกตหรอกค่าเริ่มต้นน่ะ เขาจึงแนะนำว่าให้ทำให้แน่ใจว่าค่าเริ่มต้นที่ให้มานั้นเป็นประโยชน์และใช้งานได้จริงสำหรับผู้ใช้งาน

5. Law of guided action หรือกฏของการนำทาง

หมายถึงผู้ใช้งานมักจะทำตามการร้องขอ ถ้าเราบอกให้เขาทำ

เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างความคาดหวังของผู้ใช้งานกับสิ่งที่เราต้องการให้เขาทำ เขาก็ยกตัวอย่างให้ดูกับฟังก์ชันของ Linkin ที่ให้เราทำการใส่สกิลหรือความชำนาญของเราลงไป และเพื่อให้มันถูกใช้งานเขาก็ใช้ call-to-action ไว้ด้านบนของโปรไฟล์อะไรทำนองนี้ละครับ และตอนท้ายเขาก็บอกอีกว่าถ้าต้องการให้ผู้ใช้งานทำอะไรให้ถามเข้าไปเลยอย่าลังเล

6. Law of feedback หรือกฏของข้อเสนอแนะ

หมายถึงว่าผู้ใช้งานจะรู้สึกมั่นใจในการกระทำของเขาถ้าเราให้ข้อเสนอแนะแก่เขา

เขาก็บอกว่าเนี่ยเป็นตรรกะง่าย ง๊าย ย เลย ซึ่งเป็นการทำให้ UI ให้ความรู้สึกว่ามันกำลังสื่อสารกับเราซึ่งเขาบอกว่ามันทำให้เกิดความั่นใจในการใช้งานได้และส่งผลต่ออารมณ์อย่างมาก (อันนี้เรียนมา O_o)

เขาก็เลยยกตัวอย่าง Gmail (อีกและ) มาให้ดูคือไม่ว่าเราจะทำอะไรมันจะมีข้อความขึ้นมาบอกเราตลอด ซึ่งช่วยให้เรามีความมั่นใจในการใช้งานอย่างมากและทำให้เขาอยากกลับมาใช้งานโปรแกรมอีกครั่งนึงครับ

7. Law of easing หรือกฏของความง่าย

หมายถึง (เขาบอกไว้) ว่าการทำอะไรยุ่งยากหลายๆ ขั่นตอนให้แบ่งย่อยๆ ออกมา

เขาก็เอารูปสองอันมาเปรียบเทียบให้ดูซ้ายขวา ว่าอันไหนง่ายกว่ากัน ทางซ้ายเนี่ยทำให้เราเกิดความน่าเบื่อมากในการกรอกข้อมูลจริงไหม? ผมว่าจริงขนาดผมเองรกหูรกตายังลำคาญเลย แต่ขวาเนี่ยดูแล้วง่ายๆ เป็นขั่นแถมมี (breadcrumb) อันนี้ศัพท์เฉพาะเลยแปลไทยก็เศษขนมปัง แต่ไม่ใช้นะผมหมายถึงเมนูที่บอกว่าเราถึงขั่นตอนไหนนะครับภาษาทางการเข้าเรียกแบบนี้ ซึ่งทำให้เข้ากับกฏที่ว่า (ยกตอนเรียนมาอีกละ) มีอยู่ 4 ข้อคือ 1.อยู่ที่ไหน 2.ทำอะไร 3.มาจากไหน 4.กำลังจะไปไหน อันนี้เป็นกฏตายตัวของการทำเมนูเลยนะครับผม (4 ข้อนี้ผมได้คะแนนเต็มตอนสอบตั่ง 10 คะแนนครับคว้า A มาครอง 5 5 5 ) 

โอเคครับก็ผมหมดละผมก็อธิบายและก็ใส่ประสบการณ์บวกกับความรู้ลงไปนิดหน่อยที่ได้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย ปี 4 และทำงานก็หวังว่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ามถามกันได้ครับผมยินดีตอบให้ถ้าตอบได้

ที่มา: 99designs.com

Facebook Comments