สรุปเนื้อหางาน UX for Developers ตอน Mindset

Introduction Event

ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่จัดขึ้นสำหรับชาว IT โดยเฉพาะ Developer ที่สนใจในการทำ UX และผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานเหมือนกัน โดยจุดประสงค์ของงานคือให้ความรู้เกี่ยวกับการทำ UX สำหรับ Developer นั่นเอง แต่จริงๆ แลัวงานวันนี้ Designer เองก็สามารถเข้าไปฟังได้เพราะถือว่าเนื้อหากลางๆ ไม่พูดการ Design มากไปหรือ Technical มากไป จะเป็นออกแนวคิดมากกว่า ฟังได้ทุกคนครับ

งานนี้จัดแถวๆ BTS ออนนุช โดยสถานที่จาก HUBBA-TO จัดโดย Startup หน้าใหม่ชื่อ Indie Dish แอพสั่งอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีคุณ Darin Suthapong ซึ่งเป็น Co-Founder ของ Indie Dish และ UX Design Lead ของ Amazom (US) มาพูดให้ความรู้เกียวกับงานในวันนี้ พูดได้ว่างานเรามีผู้เชียวชาญด้าน UX มาโดยตรงนะครับ 

 

What’s UX

อธิบายง่ายๆ ให้ Developer หรือ Designer มือใหม่ เข้าใจง่ายๆ คือการออกแบบที่เอา คน เป็นตัวตั่งเพื่อให้ เพื่อให้คนที่เข้ามาใช้งานระบบมีความเข้าใจระบบ (Discoverability), เรียนรู้ได้เอง (Learnability) โดยการออกแบบแนวนี้เราจะมองกันที่หลักจิตวิทยาว่า UI ที่เราออกแบบมานั่น User พึ่งพอใจและใช้งานได้ดีแค่ไหนเป็นต้น โดยที่เราจะมีศาสตร์ที่ตรงข้ามกับ UX คือ SA (System Analysts) โดย UX จะพูดถึงคนและจิดใจ อารมณ์จะใช้หลักจิตวิทยา (Psychology) เข้ามาช่วยและ SA จะพูดถึงการออกแบบระบบ การวางโครง การเขียนโฟร์

 

Topic of speech

  • Mindset – มุมมองแนวคิด แง่มุมการคิดของการทำ UX
  • Framework – ขั่นตอนการทำงาน เครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในการนำเอา Mindset ไปใช้ยัง
  • Implement – จะนำเอาสองหัวข้อด้านบนไปใช้ยังไงถ้าเข้าในการทำ UX และขั่นตอนต่างๆ กับ Product ใหม่ หรือ Product เก่าของเรา

งานนี้มีอยู่ 3 หัวข้อหลักซึ่งต้องบอกว่าแต่ละหัวข้อสนุกมาๆ เต็มอิ่มกันเลยทีเดียว เรามีดูกันต่อแต่ละหัวข้อนะครับ

 

Mindset

ในหัวข้อนี่ก็จะมาอธิบายมุมมองการเป็น UX ในแต่ละด้านก่อนว่าจะต้องคิด หรือมองโลกของการทำ UX แบบไหน เนื่องจากเราเป็น Developer , Engineer หรือสายงานต่างๆ ด้าน IT เราจะมีกระบวนการคิดที่แตกต่างออกไปตรงที่เราจะมองปัญหาก่อน และแตกออกเป็นส่วนเล็กๆ จากนั่นเราก็ค่อยแก้มันไปที่ละส่วนและนำมันมารวมกัน นี่คือแนวคิดของ Developer อย่างเรา ที่นี่ถ้าเราจะคิดให้เป็น UX จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Think Human –  คือการให้ความสำคัญกับคน เพราะสิ่งที่เราจะปล่อยออกไปให้คนใช้ หรือเทคโนโลยต่างๆ เพราะเบื้องหลังของที่เราทำคือคน เราทำออกไปให้คนใช้ ดังนั่นเราจึงต้องใส่ใจตรงนี้

 

Think Holistic – คือการคิดแบบองค์รวมหรือคือการมองภาพรวม มองภาพกว้างๆ (Bird Eye View)  โดยที่คุณ Darin เล่าว่า Mark Zuckerberg (ผู้ก่อตั่ง Facebook) ได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับ Engineer ว่าทำไม คนเล่านี้ถึงเข้าใจ UX หรือการออกแบบได้ยากมาก เขาบอกว่าวิธีการแก้ปัญหาของ Engineer เมื่อมีปัญหาไรก็ตาม เขาจะมองมันเป็นสิ่งของและเขาจะแยกสิ่งเหล่านั่นให้เล็กที่สุดและก็แก้มัน

ตัวอย่างการมองแบบ Holistic เช่น ลำโพง ถ้าในมุม UX เราก็จะมองไปถึงว่าลำโพงมันเกี่ยวกับเสียง มันเกี่ยวกับเรื่องของการฟัง มองส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวของกับลำโพง ถ้าในมุมของ Engineer เราก็จะมองแค่ลำโพง โดยไม่พูดถึงการฟังเป็นต้น

อีกหนึ่งตัวอย่างที่คุณ Darin เล่าให้ฟังว่า Disney ก็เป็นตัวอย่างของการคิดแบบ Holistic คือเขา re-design Disney ทั่งหมดของเขาใหม่ คือเขาดูตั่งแต่เว็บไซต์ของเขาดีไหม แอพลิเคชั่นดีไหม ตั่งแต่เริ่มจองตั๋ว จนกระทั่งไปถึงที่ Disney Park แล้วทำยังไงให้คนเดินเข้าไปได้เลย โดยคุณ Darin เล่าเขาก็จะมี Wristband ที่เรียกว่า Disney Magic เพื่อใช้ในการแตะเข้าประตูได้เลย หรือจะจ่ายตังค์ก็เพียงแค่เอา Wristband ไปแตะที่เครื่องก็จะจ่ายตั่งได้ทันที

 

ยกตัวอย่างภาพด้านล่างคือการมองบ้านและถนนแบบ Bird Eye View

 

Think Detail – คุณ Darin เล่าว่าคนที่มีความคิดแบบ UX เขาจะมีคำถามว่า “Why Why Why” ตลอดเวลา และ UX มักไม่เกี่ยวกับคำว่า What มันก็มีบ้างแต่ส่วนมากเราจะสนใจกับคำว่า Why มากกว่า และคนทำงานด้าน UX เขาจะตั่งคำถามว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ โดยในหัวข้อนี้คำที่น่าสนใจคำนึงคือ Microinteractions คนที่คิดเขาชื่อ Dan Saffer เป็นตัวอย่างของคนที่ Think Detail คนนึง

Microinteractions คือ ปกติเวลาคนพูดถึงสิ่งของเราจะพูดถึง Interaction Design คือจะพูดถึงว่าสิ่งนั่นใช้ยังไง แต่ว่า Dan Saffer เขาบอกว่าดูแค่ใช้ยังไงไม่ได้ต้องดูถึงรายละเอียดของการใช้เลย ดังนั่นจึงมีกฏของ Microinteractions ต้องมีดังนั่นนี้

  • Trigger – เปรียบเทียบเหมือนเหตุการณ์ (Event) เช่นมีการกดปุ่ม มีการ Hover อะไรแบบนั่นแต่เขาใช้คำว่า Trigger ในด้านการเขียนโปรแกรมเราจะเจอคำนี้บ่อยๆ สำหรับ Designer ก็ให้คิดว่ามันคือ เหตุการณ์ที่ User กระทำอะไรบ้างอย่างนั่นเอง
  • Rules – เมื่อ Trigger แล้วต่อไปจะให้มันทำอะไร ยกตัวอย่างเมื่อกดปุ่มแล้ว จะให้มันไปเปิดลิ้งนั่นเอง
  • Feedback – เมื่อ Rules ทำงานแล้วจะได้ผลอะไรกลับมา
  • Loop – ก็คือ Rules นั่นต้องมีการทำงานซ้ำๆ หรือป่าว หรือทำครั่งเดียวจบ ก็แล้วแต่การออกแบบกันไป

ตัวอย่างของการทำ Microinteractions ก็คือการใช้ก๊อกน้ำในห้องน้ำ ก็คือเอามือไปไว้ตรงเซนเซอร์แล้วน้ำมันไหลออกมาให้เราล้างมือ ก็คือถ้ามองในมุมของ UX เราก็จะคิดว่าทำยังไงการใช้ก๊อกน้ำถึงจะง่ายขึ้น เช่นต้องมีการเอามือไปวาง (Trigger) และได้น้ำไหลออกมา (Feedback) และระบบก็ยังเช็คว่ามีมืออยู่ไหม ก็ให้น้ำมันไหลเรื่อยๆ (Loop)

อีกตัวอย่างนึงที่ถูกยกมาก็คือ Pull to Refresh เหมือนการลากนิ้วในแอพ Facebook แล้วระบบก็ทำการ Refresh สเตตัสใหม่นั่นเอง

 

Think what if – คือเป็นการจินตนการว่าถ้าสิ่งนี่เกิดขึ้นแล้วมันจะได้อะไร แล้วมันจะเป็นยังไง คล้ายๆ กับเราเป็นเด็กแล้วอยากใส่ชุด Spider Man แล้วปืนไปตามตึก ตัวอย่างการ Think what if คือ Palm pilot

Palm-IMG_7025

คือคนคิดเขาคิดว่าอยากได้คอมพิวเตอร์อยู่ในกระเป๋า เขาก็เลยเอาไม้ตัดเป็นแผ่นเล็กๆ แล้วใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเขาก็เดินไปที่ต่างๆ แล้วก็คิดว่าถ้าไม้นี่มันทำสามารถโทรศัพท์ได้ ถ้ามันจดโน๊ตได้ ถ้ามันบลาๆ อะไรก็ได้ที่เขาอยากให้มันทำ ก็คืออีกนึงตัวอย่างของการ Think what if

อีกอันนึงก็คือ Nest คือเครื่องที่ใช้ในการปรับ Heater thermostat (เครื่องปรับอุณหภูมิในบ้าน) โดยเขาคิดว่าถ้า thermostat มันฉลาดละ ถ้ามันปรับค่าให้เราเองโดยที่เราไม่ต้องทำไรเลยล่ะ ซึ่งเป็น Machine Leaning อีกแบบนึงคือมันจะจำการใช้งาน Heater ของเราไว้ เช่นวันจันทร์ – ศุกร์เราปรับ thermostat เวลานี้ เท่านี้ พอถึงเวลามันก็จะทำการเปิดเครื่องและปรับให้เราเองโดยอัตโนมัติ หรือเสาร์ – อาทิตย์เปิดปิดเวลานี้เป็นต้น

 

เพิ่มเติมสำหรับคนที่สนใจเรื่องการคิดแบบ What if คุณ Darin แนะนำให้ลองค้นหาคนที่ชื่อ Tina Seelig เขาเป็นอาจารย์ที่ Stanford เรื่อง Design Thinking ซึ่งเขามีผลงานหลายๆ ด้านที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจว่าเราจะคิดแบบ What if ได้ยังไง

 

Summery

สรุปคือก่อนจะไปทำเรื่อง UX เราจะต้องทำความเข้าใจเรื่องของ Mindset ก่อนคือ

Think Human – คนคือสิ่งสำคัญในการออกแบบ

Think Holistic – คือการมองว่า Target ของคนที่เข้ามาใช้คืออะไร ก่อนที่จะเข้ามาใช้เขาทำอะไรอยู่ และหลังจากที่เขามาใช้สิ่งที่เราทำเขาจะทำอะไรต่อ

Think Detail – หลังจากที่ Think Holistic ก็มาคิดว่าจะมาคิดว่าทำไมคนถึงใช้แบบนี้ สิ่งนี้มันใช้ยังไง และสุดท้ายก็คือ Think what if

 

จบแล้วครับ ผมสรุปย่อๆ จากทั่งหทมด 30 นาทีมาให้ในหน้าเดียว ตอนหน้าจะมาพูดถึงเรื่อง Framework ต่อนะครับ

14088781_10154352011208605_1929331825_n

Facebook Comments