สรุปเนื้อหางาน UX for Developers ตอน Implementation (New Product)

Introduction Event

ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่จัดขึ้นสำหรับชาว IT โดยเฉพาะ Developer ที่สนใจในการทำ UX และผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานเหมือนกัน โดยจุดประสงค์ของงานคือให้ความรู้เกี่ยวกับการทำ UX สำหรับ Developer นั่นเอง แต่จริงๆ แลัวงานวันนี้ Designer เองก็สามารถเข้าไปฟังได้เพราะถือว่าเนื้อหากลางๆ ไม่พูดการ Design มากไปหรือ Technical มากไป จะเป็นออกแนวคิดมากกว่า ฟังได้ทุกคนครับ

งานนี้จัดแถวๆ BTS ออนนุช โดยสถานที่จาก HUBBA-TO จัดโดย Startup หน้าใหม่ชื่อ Indie Dish แอพสั่งอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีคุณ Darin Suthapong ซึ่งเป็น Co-Founder ของ Indie Dish และ UX Design Lead ของ Amazon (US) มาพูดให้ความรู้เกียวกับงานในวันนี้ พูดได้ว่างานเรามีผู้เชียวชาญด้าน UX มาโดยตรงนะครับ 

 

What’s UX

อธิบายง่ายๆ ให้ Developer หรือ Designer มือใหม่ เข้าใจง่ายๆ คือการออกแบบที่เอา คน เป็นตัวตั่งเพื่อให้ เพื่อให้คนที่เข้ามาใช้งานระบบมีความเข้าใจระบบ (Discoverability), เรียนรู้ได้เอง (Learnability) โดยการออกแบบแนวนี้เราจะมองกันที่หลักจิตวิทยาว่า UI ที่เราออกแบบมานั่น User พึ่งพอใจและใช้งานได้ดีแค่ไหนเป็นต้น โดยที่เราจะมีศาสตร์ที่ตรงข้ามกับ UX คือ SA (System Analysts) โดย UX จะพูดถึงคนและจิดใจ อารมณ์จะใช้หลักจิตวิทยา (Psychology) เข้ามาช่วยและ SA จะพูดถึงการออกแบบระบบ การวางโครง การเขียนโฟร์

 

Topic of speech

  • Mindset – มุมมองแนวคิด แง่มุมการคิดของการทำ UX
  • Framework – ขั่นตอนการทำงาน เครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในการนำเอา Mindset ไปใช้ยัง
  • Implement – จะนำเอาสองหัวข้อด้านบนไปใช้ยังไงถ้าเข้าในการทำ UX และขั่นตอนต่างๆ กับ Product ใหม่ หรือ Product เก่าของเรา

งานนี้มีอยู่ 3 หัวข้อหลักซึ่งต้องบอกว่าแต่ละหัวข้อสนุกมาๆ เต็มอิ่มกันเลยทีเดียว เรามีดูกันต่อแต่ละหัวข้อนะครับ

 

Implementation

คือช่วงการเอา Framework เอามาทำจริงๆ โดยตัวที่เราใช้ก็คือ 4Ds ที่เป็นลูกของ Midset นั่นเอง เอามาทำให้เห็นภาพว่าการที่เรามี Midset แล้วเราจะทำ UX ในงานของเราได้ยัง ซึ่งบทความนี้ก็จะมาพูดเรื่องการทำ New Product ทำยังไงเราลองมาดูกัน

 

– New Product

 

Discover Phrase

Discover – สิ่งที่เราต้องจำเมื่อเราต้อง Product อะไรขึ้นมาใหม่ หรือไม่เคยทำมาก่อนเราต้องจำไว้สองอย่างคือ

  • Get to know the user and Landscape – ทำความเข้าใจกับ User
  • a Lots of Inspiration – หาแรงบรรดาลใจ หาตัวแบบ

ถ้าลองมองกลับในส่วน Discover ข้างบนที่คุณ Darin ได้ยกเอาตัวอย่างของ การเข้าครัวมาประกอบ คือตอนที่เรากำลังหาส่วนผสม เครื่องปรุงเข้าครัวอยู่ ดังนั่นถ้าเรามีของเยอะเท่าไร เราก็ยิ่งมี Power เยอะเท่านั่น และก็จะมี Possibility (ความเป็นไปได้) ที่จะทำซุปได้หลายๆ รส หลายๆ เชื้อชาติ ได้หลายกระบวนท่าก็ว่าได้ ซึ่งถ้าเรามีเครื่องปรุงเราก็ทำได้น้อยนั่นเอง ดังนั่นให้จำไว้สองข้อข้างบนเลยว่าจะทำ Product ใหม่ต้อง Get to know the user และ Get a lots of inspiration แล้วค่อยลงมือทำ

Get to know the user and Landscape – หนึ่งในวิธีที่นิยมกันที่สุดของการทำ UX คือการ Talk to the User ซึ่งคุณ Darin บอกว่าปัญหาของการไป Talk to the user ที่เจอมาทุกที่รวมถึงที่ Amazon คือไม่รู้จะไป Talk อะไร ดังนั่นคุณ Darin ได้อธิบายว่าถ้าคุณจะไปถาม User ต้องทำดังนี้

  • Uncover behavior – การจะทำ Product ใหม่นั่น มันเหมือนกันเราจะไปประเทศใหม่ สมุติว่าเราไม่เคยไปประเทศอุกันดา ซึ่งเราอยากจะไปทำระบบ E-Leaning ที่อุกันดา ซึ่งแน่นอนเราไม่รู้จักแน่นอนว่าพฤติกรรมคนประเทศนี้เป็นยังไง เราก็ต้องพยายามถามที่เกียวกับพฤติกรรมในมุมที่เราสนใจ ซึ่งเราจะทำระบบ E-Leaning เช่นเราก็ต้องถามเกี่ยวกับการศึกษาของที่นั่น ถ้าทำระบบ E-Commerce เราก็ต้องถามเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนซื้อขายของคนที่นั่น ถ้าระบบเกี่ยวกับการสื่อสารเราก็ต้องถามเกี่ยวกับเขาติดต่อกันยังไง ใช้โทรศัพท์ไหม ใช้อะไรเป็นต้น
  • Value –  คนที่คิดแบบ UX คือต้อง Think Detail และต้อง Think If  คือเรามักจะเกิดความสนใจเวลา User ตอบว่า “เขาทำโน้นนี่นั่น” ซึ่งเราสนใจ The What แต่ที่เราสนใจที่สุดคือ The Why ดังนั่นเวลาทำ User Interview (สัมภาษณ์) สิ่งที่เราจะต้องคั่นจาก User คือ Value “ทำไมคุณต้องทำสิ่งนั่น” “ทำไมคุณต้องทำสิ่งนี้” “อะไรคือสิ่งสำคัญกับคุณ”
  • Reasoning and Guiding Principles – คุณ Darin เล่าว่าปกติคนเวลาตัดสินใจอะไรมันจะมี cardwell หรือ Guiding Principles เช่นคุณจะตัดสินใจกินกาแฟ ตามแบบ Psychology ก็จะคิดก่อนว่ากาแฟร้อนหรือกาแฟเย็นดี หรืออาจจะกินกาแฟใส่นม ก็ต้อง “ลาเต้” หรืออยากคิดแบบง่ายๆ กิน “ไอซ์ลาเต้” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของ User นั่นมันมีเหตุมีผล

ดังนั่นการไป Talk to the User ไม่ใช่แค่การไปคุยทั่วไป แต่คือไปคุยเพื่อให้ได้ว่า “เขาทำอะไร” “เขามี Value อะไร” “เขามี Reasoning ในการตัดสินใจยังไง” นั่นคือสิ่งที่เราต้องการเวลาไปคุยกับ User

 

How to apply ?

คุณ Darin ยกตัวอย่างของตัวเองให้ฟังว่าการหันมาทำ Startup อาหารเพื่อสุขภาพ ว่ามีที่มายังไง โดยเริ่มจาก หลังจากกลับมาไทย ที่ไปอยู่เมืองนอก 15 ปี ช่วงปีแรกก็อยู่ที่บ้านก็มีคนทำอาหารให้กิน หลังๆ ก็เลยออกมาอยู่ข้างนอก ซึ่งคุณ Darin บอกว่าเริ่มไม่ค่อยมีไรกินเท่าไร หาของกินยาก มีกินมาม่าบ้าง เปลี่ยนไปสั่งอาหารหน้าปากซอยบ้าง แต่คุณ Darin บอกว่าตัวเองแพ้ผงชูรส ก็เลยเกิดความคิดอยากทำ Startup ที่ส่งอาหารดีๆ ให้คนกิน

ช่วงๆ แรกก็คิดว่าจะส่งอาหารอะไรให้คนกิน ก็เกิดมากเจออาหารแบบนึงเรียกว่า “อาหารคลีน (Clean Food)” ที่แรกคิดว่าเป็นอาหารสะอาดไม่ตก พื้นหรือป่าว จนสุดท้ายมารู้ว่ามันคืออาหารกินเพื่อสุขภาพ ซึ่งอาหารคลีนเนี่ย มันเป็น Completely Product อยู่บน Facebook และสิ่งแรกที่เริ่มทำใน UX Mindset คือการทำ Get to know the user as quickly as possible ขั่นต่อไปคือหาว่าคนส่วนใหญ่ไปหาอาหารคลีนมาจากที่ไหนกัน เริ่มแรกก็หาจากคนรู้จักสอบถามว่าใครกินคลีนบ้าง ซึ่งได้คำตอบมาน้อยมาก สุดท้ายพบว่าวิธีที่ีดีที่สุดคือ ไปตามหาในเพจอาหารคลีน เพื่อให้ได้คุยกันคนกินคลีนก็เลยเริ่มส่งข้อความไปหาเขา ส่งไปเยอะมากเป็นพันๆ สุดท้ายเราก็ได้คุยกะคนที่กินคลีนจริงๆ

หลังจากที่ได้คนมาจำนวนประมาณ 50 คน คุณ Darin บอกด้วยความเป็น UX เราก็เริ่มถาม ด้วยความที่เราจะทำธุระกิจเกี่ยวกับการส่งอาหาร คุณ Darin บอกว่าไม่ใช่แค่ถามว่า “คุณกินคลีนยัง” “คุณสั่งอาหารยังไง” คือเราต้องการจะ Think Holistic ก็เลยลองถามอย่างเช่น วิธีการกินของคุณนั่นเป็นยังไง ก็ได้คำตอบว่า “ส่วนใหญ่บางคนก็กินที่ห้าง” “กินหน้าปากซอย” “กินที่ 7-11” ซึ่งคำถามก็จะออกแนวว่าเราต้องการเข้าใจพฤติกรรมของคน

หลังจากที่เรา “Think Human” “Think Holistic” “Think Detail” แล้วเราก็เริ่มถาม “ทำไมถึงกินคลีน” ก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่คนกินคลีนคืออยาก “ผอม” และก็มีปัญหาคล้ายๆ เราคืออยากมีสุขภาพดี ซึ้งมันก็คือ Uncover behavior

ส่วน Reasoning and Guiding Principles เนี่ยก็จะถามว่า “อาหารคลีนที่มีเป็นร้อยๆ ร้านเนี่ยคุณเลือกยังไง” “ทำไมซื้อร้านนี้ ไม่ซื้อร้านนี้” “ทำไมถึงซื้อเมนูนี้ ไม่ซื้อเมนูนี้” ซึ่งก็จะเป็นคำถามแนวๆ นี้ของการหา Reasoning and Guiding Principles

 

Preparing before interview

คุณ Darin ได้แนะนำว่าก่อนที่เราจะไปคุยกับ User เนี่ยว่ามีขั่นตอนยังไงบ้าง

  • ทำ Script
  • หา Identify กลุ่มคนที่เราสนใจ

หลังจากที่เราถามเสร็จคุณ Darin แนะนำว่าถ้าเราจดแบบเป็นกระดาษมันจะทำให้เราอ่านยาก และวิเคราะห์ผลยากมากๆ ซึ่งวิธีที่ง่ายสุดๆ คือเอาคำถามตีเป็นตาราง Excel หรืออะไรก็ได้เป็นช่องๆ โดยเอาคำถามของเรามาใส่แต่ละช่องแบบนี้ ซึ่งเวลาเราเอาข้อมูลมาวิเคราะห์จะทำให้เราเข้าใจ User ได้ไวสุดๆ แล้วง่ายที่สุด ซึ่งคุณ Darin ก็ย้ำว่านี่คือการทำ UX อย่าง่าย โดยที่ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย ทำได้ทั่ง Developer และ Designer

Screenshot from 2016-08-21 23:05:33

 

Immersion

อีกวิธีนึงที่จะทำให้เราเข้าใจ User นอกจากการไป Talk to the user แล้วคือการไปอยู่กับเขาเลยนั่นเอง ไปดูการเป็นอยู่กับเขา โดยคุณ Darin ได้ยกตัวอย่างสมัยทำงานที่ Amazon ว่าได้รับมอบหมายให้ไปแก้ปัญหาที่อินเดียเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับ Product จึงทำให้ UX ต้องไปโฟสกัสทำ UX ที่อินเดีย สุดท้ายหาวิธีได้คือการไปอยู่อินเดีย 3 เดือน และวิธีนี้ก็ทำให้รู้ว่าคนอินเดียมีวิธีการซื้อขายของและใช้ชีวิตกันยังไง และการที่เราจะทำอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เราควรทำคือพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนกับคนที่เราจะศึกษาก่อน  การที่เราไปอยู่กับ User ก็เพื่อให้เข้าใจ “Behavior” “Value” “Reasoning”  โดยคุณ Darin ยกตัวยอย่างว่า Indie Dish อยากเข้าใจ User เราก็ต้องลองกินอาหารคลีนก่อน กินอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ ก็เลยเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ได้ ซึ่งคุณ Darin ย้ำให้ใช้เวลาในช่วง Discover ให้มากๆ ในช่วงการทำ Product ใหม่ๆ เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพ

 

Interpret Data

 maps

คุณ Darin ยกตัวอย่างมาให้ฟังว่า เมื่อเริ่มสัมภาษณ์คนไปเยอะ เริ่มข้อมูลเยอะๆ เราจะเริ่มมีความสับสนเกี่ยวกันเป้าหมายของเราว่าจะทำอะไรกันแน่ เพื่อให้เราเช้าใจและไม่หลงทิศทางเราก็เลยต้องทำ Interpret Data (การตีความหมายของข้อมูล) ถ้าลองไปค้นหาคำว่า Interpretation UX เราจะเจอว่าเขาแนะนำให้ทำ Custom Journey Map (รูปข้างบน) ซึ่งงานนี้เป็นงานของ Developer จะมาให้นั่งวาด Journey Map คงไม่ไหว ซึ่งจริงๆ Journey Map มันก็มีประโยชน์ แต่ถ้าพูดในมุมการใช่งานจริงมันจะไม่ค่อบ Praticle เท่าไร เพราะงั้นแนะนำให้ทำ  Affinity Map ดีกว่า

 

 Affinity Map

affinity-map

การทำ Interpret Data อย่างนึงที่แนะนำ คือ Affinity Map เป็นการเอาสิ่งๆ ที่คล้ายๆ กันมาจัดกลุ่มรวมกัน ทำง่ายมากและมีประสิทธิภาพกว่า UX Map / Journey Map พอสมควร และในส่วน Journey Map มันดีนั่นแหละ แต่ Affinity Map  มันทำง่ายและมันได้ใช้จริงกว่า คุณ Darin ยกตัวอย่างในงานของตัวเองเรื่องอาหารคลีนว่า ตอนทำ Research ทำมาประมาณ 3 เดือนและมีข้อมูลค่อนข้างเยอะมาก ดังนั่นเราก็จะเริ่มเอาข้อมูลที่คล้ายๆ กันมาจัดกลุ่มกัน หลังจากนั่นเราก็จะเริ่มเห็นภาพของ Think Holistic ว่าคนกินอาหารคลีนมีพฤติกรรมยังไง เช่น “คนกินอาหารคลีนส่วนมากจะค้นหาบนเฟสบุ๊ก” เป็นต้น ซึ่งพอเราเอามาจัดกลุ่มเนี่ยเราก็จะเริ่มตั่งชื่อ Phase ให้มันได้ แต่ละ Phase ก็จะมีกลุ่มของพฤติกรรมของ User เนี่ยมันมีไรขั่นตอนอะไรบ้าง  เช่น คุณ Darin บอกว่าเขามีชื่อ Phase ชื่อว่า Discover ก็คือช่วงที่ User เริ่มค้นหาวิธีกินอาหารคลีน อะไรแบบนี้เป็นต้น

 

Persona

ตัวนี้ก็เป็นอีกแบบนึงของการทำ Interpret Data เป็นการสร้างบุคคลสมุติว่าเป็น User เรา ขึ้นมานั่นเอง ดูตัวอย่างจาก Pinterest  หรือลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม link

 

Inspiration and Look at Other Domains

ตรงนี้ย้ำว่าในช่วงทำ Product ใหม่ให้หา Inspiration เยอะๆ โดยเขายกตัวอย่างงานที่ได้ไป Consult คือลูกค้าอยากทำ Renovate ตัวธุระกิจ ซึ่งสิ่งที่เขาต้องดูคือการหาข้อมูลใน Product ที่มันใกล้ๆ เคียงกัน  คือดูไม่ใช้เพื่อไปลอกเขามา แต่ดูว่า User นั้นเขาให้ความสนใจอะไรกันบ้าง ตัวอย่างคนชอบกินอาหารคลีน คือเราก็ต้องดูว่านอกจาการกินแล้ว การซื้อเขาไปหามาจากไหน เขาคุยกับใครอะไรยังไง และการดู Product ที่มันใกล้เคียงกัน เป็นต้น ซึ่งถ้าลองย้อนกลับบทความตอนที่แล้ว เราะจะพูดถึงการทำอาหาร ยิ่งถ้าเรามีเครื่องปรุง ส่วนผสมมาก เราก็จะทำอาหารได้มาก ก็คล้ายๆ กันกันกรณีนี้

 

Design Phrase

 

Design – ในช่วง Design ของ New Product เราจะมีขั่นตอนดังนี้

  • Set clear hypothesis – คือสมุติฐาน (hypothesis)
  • Have LOTS of ideas – คือการหาแนวทางของงาน
  • Get started with a vision – วิสัยทัศน์

 

Set clear hypothesis

ในการตั่งสมุติฐานตรงนี้คนส่วนมากชอบคิดว่าให้ไปตั่งตอนทำ Test หรือ A/B Testing  แต่จริงๆ แล้วมันต้องตั่งตอน Design มาก่อน เพราะว่าถ้าวันนึงเรา Develop งานมาไปถึงขั่น Do The Test แล้วเกิดมันไม่ได้ผลออกมาแบบที่เราต้องการเนี่ย เราจะรู้ว่าสมุติฐานอันไหนของเรามันผิด ซึ่งคุณ Darin ยกตัวอย่างงานที่ทำเราก็มีสมุติฐานที่เราได้มาจากที่เราคุยกับ User ต่างๆ แต่สมุติฐานอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจจะมีสมุติฐานใหม่เกิดขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ซึ่งถ้าไม่มีสมุติฐานการเขียนโปรแกรมหรือการทำโปรเจคใหม่ๆ เราก็จะได้แค่ทำงานไปตามที่ CTO, PO หรือเจ้าของงานสั่งแบบที่เราเจอกันมาโดยตลอด

 

Have LOTS of ideas

วิธีการที่จะหาไอเดียได้มากๆ นั่นเทคนิคที่ทำได้ง่ายๆ และดีมากเลยคือ Brainstorming แต่การทำ Brainstorm แบบทั่วไปนั่นมันมีปัญหาอยู่ คือเมื่อเราทำกันไปสักพักจะเกิดอาการฟุ้ง มันจะหาจุดหลักของไอเดียไม่ได้ ว่าอันไหนมันควรจะทำหรือไม่ควรจะทำ คุณ Darin ก็เล่าว่าที่ Amazon เองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน จากนั่นก็ได้ลองทำการหาวิธีแก้ปัญหาก็ได้พบวิธีที่เรียกว่า KJ Technique

KJ Technique – คิดค้นโดยคนที่ชื่อ Jared Spool (ใครอยากรู้เรื่องดีๆ เกี่ยวกับ UX ลองไปตามใน Twitter ดู) โดยวิธีนี่เป็นการทำ Brainstorming แบบนึงคือเวลาเราเริ่มทำเราต้อง

  • เราต้องตั่ง context ก่อน ว่าทำไมเราถึงมารวมตัวกันที่นี่
  • ปัญหาคืออะไร
  • User เราคือใคร
  • ข้อมูลทั่งหมดในขั่น Discover เนี่ยต้องเอามารวมทั่งหมดในขั่นนี้

วิธีการทำคือ

  • แรกเริ่มคนที่ทำหน้าที่หลักของ Brainstorming (Moderator) จะต้องระบุปัญหา ระบุ User ก่อนเพื่อให้ทุกคนในห้องเห็นตรงกัน ย้ำว่าต้อง Agree ทุกคนก่อน
  • ขั่นที่สองเราก็จะมาทำ Brainstorming โดยเริ่มแจกกระดาษโน๊ตโดยใช้เวลา 15 นาที โดยเราจะต้องตั่งโจทย์ ก่อนว่าอยากได้ไอเดียอะไร เช่น อยากทำ E-Leaning รูปแบบใหม่ และค่อยให้ทุกคนเริ่มเขียนลงกระดาษ
  • คนที่ทำหน้าที่ Moderator ก็จะเริ่มการจัดกลุ่มไอเดียแต่ละคน

เราจะทำประมาณ 30 นาที โดยวิธีจะได้ประโยชน์ตรงที่เราจะได้เห็นว่าไอเดียวแต่ละจะเริ่มมีความเกี่ยวข้องกัน เราจะเริ่มมองไอเดียเป็นกลุ่มๆ ได้ จากนั่นเราก็จะเริ่มมาคุยกันแล้วว่าเราจะลองไอเดียไหนดี ลและเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็น “ปัญหาตรงกัน” “Solution ตรงกัน” แถมยังทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกไอเดีย ซึ่งเวลาจะทำโปรเจคอะไรใหม่ คุณ Darin บอกว่าแนะนำว่าเอาวิธีนี้ไปใช้

 

Get started with a vision

คือเวลาเราทำโปรเจคอะไร เราต้องเหมือนกันมี Vision หรือ Big Picture ว่าโปรเจคของเราะจะเป็นประมาณไหน และ  Experience จะเป็นประมาณไหน ซึ่งมันมี Tool ที่ไว้ใช้ตรงนี้เรีกยกว่า CREATE A PRESS RELEASE คือไม่ว่าจะทำโปรเจคใหม่ๆ โปรเจคเล็กหรือใหญ่ ถ้ามีไอเดียขั่นตอนต่อไปจะต้องสร้าง Press Release (Create vision before the even write the first one of code) มันคือสมุติว่าเรากำลังจะทำแอพหาคอนโดเพื่อช่วยให้คนหาคอนโดได้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะเริ่มเขียนโค้ด เริ่มออกแบบเลยต้องสร้าง Vision ก่อนว่า Product เรามันแก้ปัญหาอะไรซึ่งมีขั่นตอนดังนี้

  • Problem
  • Solution
  • How to use it
  • Customers quotes
  • Where to try the product

ทุกคนทำได้โดยไม่ต้องวาดรูป แค่หนึ่งหน้ากระดาษ แต่มันวิธีการสร้าง Vision ที่ดีอีกแบบคือการสร้าง Story Borad แต่คืองานเราเป็น UX For Developer นะ เราก็เสนอแค่วิธีนี้พอ  ตัวอย่างเช่น แอพหาคอนโด เริ่มแรกอาจจะลองเขียนว่า

  • Problem – Condo Now ได้เกิดขึ้นแล้ว แอพ Condo Now เป็นแอพใหม่ ใช้งานสะดวกสุดยอดมาก คุณเคยมีปัญหาใหม่การหาคอนโดมันเป็นเรื่องยากไม่รู้ว่ายานนี้มีคอนโดที่ไหน เวลาจะหาก็อาจจะต้องเข้า Google, Pantip ยากลำบาก
  • Solution – แต่ Condo Now ช่วยให้การหาคอนโดง่ายมากโดยใช้เทคโนโลยี Machine Leaning มาจับคู่คนหาและคนขาย
  • How to use it – เพียงแค่เข้าไปใน App Store และโหลดแอพ Condo Now
  • Customers quotes – สุดาใช้ Condo Now เป็นลูกค้าของ Condo Now ลองดูว่าสุดาว่าไง “ดีมากเลย เมื่อก่อนนะจะต้องเข้า Pantip , Google หาคอนโดได้ยากมากเลย ตั่งแต่ใช่ Condo Now เนี่ยสุดาสะดวกมากเลย”
  • Where to try the product – ก็คล้ายๆ กัน

ดูเหมือนตลกแต่มันง่ายและช่วงเวลาในการ Development ไปได้เยอะ เพราะ เราสามารถมองเห็นภาพรวมของโปรเจคก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือทำมัน เคยเป็นไหมว่าทำโปรเจคอะไรสักอย่าง พอมาถึงกลางครั่งดัน “งง” ว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ อันนี้ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ คือไม่ใช่แค่ทำเพื่อส่งเจ้านายเป็นทำเพื่อให้ช่วยให้เราคิด Think Holistic ได้

 

Develop Phrase

wireframe

Develop – ในช่วง New Product ต้องเป็นอะที่ง่าย เพราะ สมุติฐาน หรือ vision อาจจะยังไม่ลงตัวเพราะงั่นต้องทำไรง่ายๆ ไว้ก่อน ในส่วนของตรงนี้คุณ Darin ได้ยกตัวอย่างของลูกศิษย์และงานที่ได้ไป Consult มา (ต้องขออภัยผมเอามาให้ดูไม่ได้ เดียวจะโดนลิขสิทธิ์งานเอา) โดยคุณ Darin ได้ยกตัวเองโดยการเอา Wireframe มาให้ดูทั่งสองงาน จุดประสงค์หลักๆ ก็คือให้เราเล่นที่ Wireframe ก่อนเพื่อทดลองสมุติฐานและลองดูว่าระบบเรานั่นใช้งานได้ง่ายหรือยัง ตรงตามเป้าหมายไหม เมื่อ Wireframe โอเคแล้ว สมุติฐานผ่านแล้ว จึงถึงขั่นเขียนโค้ดและตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการทำงานนั้่นเอง จากที่ผมฟังคุณ Darin มาผมคิดว่าน่าจะหมายความว่าแบบนี้ ซึ่งมีน้อยมากที่เราจะได้เห็นบริษัทในไทยทำแบบนี้ ผมคิดว่าแนวคิดนี่เป็นสิ่งที่น่าเอาไปทำงานเป็นอย่างมาก ลองดูตัวอย่างด้านบนในการทำ Mockup เพื่อทดสอบสุมิตฐานและพัฒนาระบบของเรา

 

Do the Test Phrase

 

ช่วงนี้ก็จะเป็นการเริ่มทดสอบระบบกับผู้ใช้งานจริงๆ กันโดยยึดหลัก

  • Get quick validation on hypothesis – ทำให้เร็วและง่าย

 

Preparing before test

Script – ต้องเขียนว่าเราจะเทสอะไร และมี User Task (สิ่งที่อยากให้ User ทำ) ตัวอย่างเช่น ระบบแชท ตัว Task คือต้องการให้ User หาที่ส่งข้อความหาเพื่อนให้ได้ หรือกดเพิ่มเพื่อนเพื่อที่จะทำการแชทเป็นต้น ตรงนี้เราจะต้องตั่งขึ้นมาก่อนที่จะทำการเทส เมื่อเรามี Task แล้วโยนให้ User ทำเราจะเห็นภาพคนเข้าใจระบบเราไหม

Get Context – ก่อนอื่นต้อง Think Holistic คือคนที่ถูกเทสเขาไม่ได้รู้ว่าระบบของเราคืออะไร มันต้องมีการสร้างความเข้าใจก่อน อาการแบบมาถึงเปิดหน้าแอพ แล้วโยนให้ทำเลยคนไม่เข้าใจ

Make sure they don’t feel judged – ต้องให้คนที่ถูกเทสไม่รู้สึกว่าเขากำลังถูกเทส คือเวลาทำเทสเนี่ย User จะถามตลอดว่าอันนี้ทำถูกไหม กดแบบนี้ใช่ไหม (ผมเจอบ่อยมาก ฮ่าๆ) อันนี้คุณ Darin บอกว่า
อย่าพยายามไปไกด์เขาหรือบอกเขา พยายามอดใจไหว อย่าไปทำอย่างนั่น ปล่อยให้เขาเล่นไปเรื่อยๆ ตาม task ที่เราตั่ง

Encourage the users to think out loud – ต้องให้คนถูกเทสพยายามพูด หรือติเตียนในสิ่งที่เขาเจอได้ คืออันนี้เป็นเทคนิคที่คุณ Darin แนะนำว่าลองเอาใช้ คือแบบเราอาจจะพูดว่า “เราไม่ใช้คนทำแอพนี่” “เราไม่ใช่คนออกแบบแอพ” “เราแค่เป็นคนมาเก็บข้อมูล” หรือ “เพื่อนเขาทำมาเขาฝากมาเทส” คือคนที่ฟังเขาก็จะรู้สึกว่าเขาสามารถด่าได้ พูดได้โดยที่จะไม่ทำให้เราหรือเขารู้สึกแย่

 

Type of testing

Internal testing – การใช้งานคนในองค์กรในแผนกที่ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบ ก็คือลองเอา Mockup ง่าย หรือ Wireframe ที่เราทำเอาให้เข้าลองใช้ดู คุณ Darin ก็ยกตัวอย่างงานของตัวเองว่าตอนแรกๆ ที่เทส ก็แค่ปริ้น Wireframe ง่ายๆ ใส่กระดาษแล้วลองให้แผนกอื่นลองทำดูว่าเข้าใจและใช้งานได้ไหม

Mall Intercept – การไปที่มอลล์ หรือที่คนเยอะๆ เอาไปให้คนที่คิดว่าอยู่ในกลุ่มเป้าหมายให้เขาลองใช้ คุณ Darin ยกตัวอย่างว่าตอนที่อยู่ Amazon เราอยู่ใกล้ๆ ซีเอสเทลเซนเตอร์ วันไหนที่เรามีความสงสัยเราก็จะไปแถวนั่นเพื่อทดสอบ User เอาแบบ User ที่นั่งเบื่อๆ นั่งรอเวลาว่างๆ ก็ลองบอกเขาถ้ามีเวลาลองมาทำอันนี้ดู

 

Summery

ในช่วงของการทำ New Product ก็เป็นกราเอา Framework มาปรับใช้โดยสรุปได้ดังนี้

Disover –  คือการไปรวบเอาข้อมูลมาด้วยวิธีต่างๆ จากนั้นก็เอามาวิเคราะห์ข้อมูล

Design – ช่วงการสร้างสมุติฐาน หาแนวทาง หาภาพรวมของงานของเรา

Develop – ก็เริ่มทำ Wireframe จากสมุติฐานและจากข้อมูลที่หามาได้

Do the Test – ก็เริ่มทำ UI test / Wireframe test หรืออะไรก็ว่าไป อาจจะใช่  A/B Testing หรืออะไรที่เราถนัด

 

ก็จบไปแล้วนะครับกับการทำ New Product ตอนหน้าเราจะมาพูดเรื่องการทำ Later Stage Product (งานเก่า) เจอกันบทความหน้าครับ

14088781_10154352011208605_1929331825_n

Facebook Comments